แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดนตรี แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ดนตรี แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2556

บทที่ 2 สังคมอินดี้ควรเป็นอย่างไร

นักดนตรีอินดี้นั้น ต้องมีผู้ที่ยินดีจ่ายเงินเพื่อแลกเปลี่ยนกับสินค้าหรือบริการที่มากเพียงพอ จึงจะมีรายได้ที่เพียงพอที่จะยังชีพ  สินค้าและบริการที่ว่าก็มีอย่างเช่น แผ่นซีดี ไฟล์ MP3 เสื้อยืด โปสเตอร์ การเล่นดนตรีในผับ งานอีเว้นท์ คอนเสิร์ต หรืองานเทศกาลดนตรีต่างๆ ฯลฯ  นอกจากนี้ก็อาจจะมีสิ่งอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับดนตรีโดยตรง อย่างเช่น การเป็นแบบโฆษณาให้กับสินค้าต่างๆ และการรับเงินและอุปกรณ์จากสปอนเซอร์ต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น ผู้ผลิตไมค์ยี่ห้อ Shure ให้วงดนตรีหรือนักร้องใช้ไมค์ฟรีแลกกับการเอาป้ายโฆษณาของ Shure วางไว้ที่บู๊ธขายของหรือบนเวที และให้วงพูดโปรโมตให้ระหว่างเวลาการแสดง หรือการรีวิวกีต้าร์และเอฟเฟ็กต์ เป็นต้น

เมื่อลองคิดดูแล้วผมคิดว่าอุตสาหกรรมดนตรีนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนใหญ่ๆ คือ
  1. ผู้ผลิตดนตรี (Producers) หมายถึง ผู้คนในหลากหลายอาชีพและบริษัทต่างๆที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการสร้างผลงานทางดนตรีขึ้นมา นับได้ตั้งแต่ผู้ผลิตเครื่องดนตรี คนแต่งเพลง นักดนตรี Sound Engineer, Mixing Engineer, Producer, Mastering Engineer, ไปจนถึงกราฟฟิกดีไซน์ โรงงานปั๊มซีดี และโรงพิมพ์ปกซีดีเลยทีเดียว
  2. ผู้บริโภคดนตรี (Consumers) หมายถึง ผู้คนต่างๆที่ฟังและเสพดนตรีในทางตรงและทางอ้อม ไม่ว่าจะฟังผ่านเครื่องเสียงชนิดใดก็แล้วแต่ หรือการชมการแสดงดนตรีสด และไม่ว่าจะเสียค่าใช้จ่ายหรือไม่ก็ตาม
  3. ผู้เป็นสื่อกลางทางดนตรี (Mediums) หมายถึง ผู้คนและบริษัทต่างๆที่อยู่ระหว่างผู้ผลิตดนตรีและผู้บริโภคดนตรี แบ่งออกได้เป็นหลายประเภท เช่น 
    • ผู้บริหารจัดการและอำนวยความสะดวกแก่นักดนตรี (Management and Administration) เช่น ค่ายเพลงต่างๆ
    • ผู้ที่มีส่วนร่วมในการจำหน่ายดนตรีในสื่อบันทึกเสียงต่างๆ (Distributors) เช่น ผู้แทนจำหน่าย ร้านซีดี หรือ iTunes 
    • เจ้าของหรือผู้จัดสถานที่ในการเล่นดนตรีสด (Venues) เช่น ผู้จัดงานคอนเสิร์ต งานอีเว้นท์ ร้านอาหาร ผับบาร์ Live venue ต่างๆ
    • สื่อต่างๆที่มีอิิทธิพลทำให้นักดนตรีและเพลงต่างๆเป็นที่รู้จักของผู้คน (Tastemakers) เช่น สถานีวิทยุ รายการโทรทัศน์ นักเขียน คอลัมนิส บล็อกเกอร์ บริษัท PR เป็นต้น
    • ผู้ที่นำดนตรีไปเพื่อใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์หรือบริการของตนเอง (Combinatorials) เช่น ผู้ผลิตภาพยนต์ โฆษณา ร้านอาหาร ผับบาร์
เมื่อจัดแบ่งวงการดนตรีออกเป็น 3 ส่วนแบบนี้ จะเห็นได้ว่า เพลงเพลงหนึ่งหรือผลงานทางดนตรีชิ้นหนึ่งนั้นจะต้องผ่านคนและบริษัทต่างๆที่อยู่ในกลุ่มผู้เป็นสื่อกลางทางดนตรีหลายต่อหลายฝ่ายกว่าจะไปถึงผู้บริโภคดนตรีได้  มองในแง่หนึ่งก็อาจจะทำให้เข้าใจได้ถึงสาเหตุที่ว่าทำไมเม็ดเงินที่ผู้ผลิตดนตรีได้รับนั้นจึงเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนเงินที่ผู้บริโภคต้องจ่ายไป แต่มองอีกแง่หนึ่ง ผู้เป็นสื่อกลางนั้นก็ทำให้ดนตรีนั้นไปถึงหูของกลุ่มคนที่กว้างขึ้น ทำให้ผู้ผลิตดนตรีมีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น

ความสมดุลย์ของทั้ง 3 ฝ่ายนี้มีความสำคัญมากในการที่จะทำให้อาชีพผู้ผลิตดนตรีนั้นมีความมั่นคง แต่ฝ่ายหนึ่งที่ทำให้ระบบทั้งระบบนั้นเสียสมดุลย์ไปอย่างมากในปัจจุบัน ก็คือผู้ที่ขโมยผลงานทางดนตรีไป ไม่ว่าจะเพื่อฟังเอง เพื่อเผยแพร่ หรือเพื่อหาผลประโยชน์ให้กับตนเอง ยกตัวอย่างเช่น ซีดีเถื่อน และเว็บแชร์เพลงต่างๆ เป็นต้น  ด้วยความที่ดนตรีเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ และเพราะเดี๋ยวนี้อินเตอร์เน็ตทำให้สามารถหาเพลงได้อย่างสะดวกสบาย ง่าย และฟรี มันทำให้ผู้คนไม่อยากจะต้องเสียเงินซื้อเพลงที่ถูกลิขสิทธิ์  แต่ความจริงก็คือ การผลิตเพลงเพลงหนึ่งออกมานั้นมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก แถมยังมีค่าใช้จ่ายอื่นๆอีกหลายอย่าง เช่น การโปรโมตและการทำการตลาด  ตอนนี้จึงเป็นที่เข้าใจกันว่านักดนตรีจะหวังพึ่งการขายอัลบั้มเป็นรายได้หลักไม่ได้เหมือนเมื่อก่อนแล้ว และหนทางเดียวที่จะสร้างรายได้นั้นก็คือการทัวร์การแสดงสดเพียงอย่างเดียว

ในประเทศสหรัฐอเมริกานั้น มีวงดนตรีอินดี้อยู่มากมาย และมีกันแทบทุกเมืองก็ว่าได้ วงบางวงอาจมีแฟนเพลงแค่ในเมืองตัวเอง บางวงอาจเป็นที่รู้จักในรัฐใกล้เคียง บางวงอาจจะอยู่ในค่ายเล็กๆที่คอยช่วยเหลือด้านการจัดการและทำ PR และบางวงอาจจะดูแลบริหารตัวเองโดยไม่ต้องจ้างใครช่วยเลยก็ได้เพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย  สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าทำไมวงอินดี้ในอเมริกาถึงอยู่รอดกันได้ก็คือขนาดของตลาดในประเทศ  ประชากรของอเมริกานั้นมีประมาณ 300 ล้านคน และชาวอเมริกันนั้นมีกำลังซื้อค่อนข้างสูง การทัวร์คอนเสิร์ตทั่วประเทศ หรือไปตามเมืองใหญ่ต่างๆทำได้ง่าย ไม่เหมือนกับประเทศไทยที่มีประชากรน้อยกว่ามาก กำลังซื้อต่ำ และมีเมืองใหญ่ๆไม่กี่เมืองเท่านั้น  แต่ว่าผมได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเคยเป็น DJ ในประเทศโปรตุเกส ซึ่งเขาบอกว่าโปรตุเกสนั้นมีขนาดเล็กมากๆ มีประชากรแค่ประมาณ 10 ล้านคน แต่มีวงอินดี้เยอะมากๆ ซึ่งทัวร์กันแทบจะตลอดเวลาและแทบจะภายในประเทศเท่านั้น  ผมจึงพยายามคิดว่า อะไรบ้างจะเป็นเหตุผลที่จะทำให้วงการดนตรีอินดี้นั้นแข็งแรงได้

คำตอบที่ผมได้จากการคิดไปคิดมานั้น คือ นักดนตรีอินดี้นั้นควรที่จะต้องเรียนรู้ที่จะบริหารตัวเอง ทำการตลาดเอง ดูแลเรื่องการเงินเอง และใช้สื่อกลางต่างๆที่ราคาถูกหรือฟรี เช่นสื่อทางอินเตอร์เน็ต เพื่อสื่อสารและขายผลงานของตัวเองให้กับผู้บริโภคหรือแฟนเพลงโดยตรง หรือโดยให้ผ่านสื่อกลางทางดนตรีที่จะกินส่วนแบ่งของรายได้ออกไปให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้  ผู้บริโภคดนตรีก็ควรที่จะยอมจ่ายเงินเพื่อซื้อผลงานทางดนตรีแทนที่จะขโมยเอาจากอินเตอร์เน็ตด้วย  นอกจากนี้ ผู้บริโภคดนตรีเองก็อาจจะมีส่วนร่วมในการแพร่กระจายข่าวสารของนักดนตรีไปยังกลุ่มคนรู้จักของตัวเอง กลายเป็นสื่อกลางทางดนตรีอีกทางหนึ่งด้วย


กล่าวโดยสรุปแล้ว สังคมอินดี้ในอุดมคติสำหรับผมแล้ว ยังประกอบไปด้วย 3 ฝ่ายที่เขียนไว้ข้างต้น คือ ผู้ผลิตดนตรี ผู้บริโภคดนตรี และผู้เป็นสื่อกลางทางดนตรี แต่ผู้ผลิตและผู้บริโภคดนตรีนั้น จะต้องควบหน้าที่เป็นสื่อกลางด้านการสื่อสารไปพร้อมๆกันด้วยเพื่อลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ของตัวผู้ผลิตดนตรี  นอกจากนี้ สื่อกลางทางดนตรีที่อยู่ระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคนั้น จะต้องราคาถูก มีประสิทธิภาพ และช่วยส่งเสริมและอำนวยความสะดวกให้ทั้งสองฝ่ายสามารถทำการซื้อขายโดยตรงได้มากขึ้น

ในบทนี้ ผมขอกล่าวถึงสังคมอินดี้ไว้เพียงคร่าวๆเท่านี้ก่อน แต่จะอธิบายเพิ่มเติมในบทถัดๆไป

วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2556

บทที่ 1 นักดนตรีอินดี้ คืออะไร

นักดนตรีอินดี้ หรือนักดนตรีอิสระนั้น จากคำภาษาอังกฤษที่เขียนว่า Indie Musician หรือ Independent Musician แปลตรงตัวก็คือ นักดนตรีอิสระ แต่สำหรับผมแล้ว ผมอยากให้มันแปลว่า "นักดนตรีที่สามารถพึ่งพาตนเองได้" มากกว่า

ผมมักจะอ่านเจอคนถกเถียงกันอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าใน YouTube, Facebook หรือตาม webpage ต่างๆ ว่าคำว่าอินดี้หมายถึงอะไร  บ้างก็บอกว่าเป็นแนวเพลง บ้างก็ว่าเป็นสไตล์การใช้ชีวิต บ้างก็คิดว่าเป็นการไร้ซึ่งสังกัด ฯลฯ  เถียงกันจนทะเลาะกันไปต่างๆนานา  สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่าจากสิ่งที่ผมได้เรียนรู้มาทั้งหมดจากการเป็นนักดนตรีสมัครเล่นในเมืองไทย การได้พูดคุยกับนักดนตรีและคนทำงานในวงการดนตรีที่ผมได้มีโอกาสรู้จัก การศึกษาจากที่ต่างๆ และการได้มีโอกาสทำงานในบริษัทที่เกี่ยวกับนักดนตรีอินดี้ในอเมริกา คำว่านักดนตรีอินดี้สำหรับผมแล้ว ผมอยากให้หมายถึง "นักดนตรีหรือกลุ่มนักดนตรีที่สร้างผลงานดนตรีขึ้นมา ไม่ว่าจะแต่งเพลงเองหรือบรรเลงเพลงของผู้อื่น เพื่อการแสดงหรือเพื่อการบันทึกเสียง ที่เป็นที่รู้จักของสาธารณชนในฐานะศิลปิน ซึ่งดำเนินงานเฉกเช่นธุรกิจขนาดเล็ก และสามารถสร้างรายได้ที่เพียงพอสำหรับยึดเป็นอาชีพหลักหรือเป็นแหล่งรายได้เสริม โดยไม่จำกัดว่าเป็นแนวเพลงใดทั้งสิ้น"

สาเหตุที่ผมเน้นสามสิ่งข้างต้น คือ "ศิลปิน" "ธุรกิจขนาดเล็ก" กับ "รายได้" ก็เพราะว่า

  1. รายได้ (Income) - ผมอยากแยกแยะระหว่างนักดนตรีที่เล่นดนตรีเพื่อเป็นงานอดิเรกกับนักดนตรีที่ใช้ดนตรีเป็นเครื่องหาเลี้ยงชีพตนเองและครอบครัว  ถ้านักดนตรีสองประเภทนี้ถูกคิดว่าเป็นประเภทเดียวกันล่ะก็ ผมคิดว่ามันจะทำให้คนที่หาเลี้ยงตัวเองด้วยดนตรีน้ันต้องอยู่อย่างยากลำบากมากขึ้น เพราะมันจะทำให้ผู้ฟังดนตรีและผู้ว่าจ้างนักดนตรีเห็นว่าการเล่นดนตรีนั้นเป็นแค่การสนองความต้องการที่จะได้แสดงออก การได้ให้ผู้คนได้ชื่นชมความสามารถ และการได้เป็นคนเด่นคนดัง โดยที่ไม่ต้องการค่าตอบแทน หรือแลกกับค่าตอบแทนเพียงเล็กๆน้อยๆเท่านั้น  ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆล่ะก็ นักดนตรีอินดี้ก็จะเหลือแต่นักดนตรีแบบสมัครเล่น กับนักดนตรีที่สุดท้ายแล้วอาจจะสามารถกลายไปเป็นนักดนตรีอาชีพในค่ายเพลงเท่านั้น
  2. ศิลปิน (Artist) - สำหรับผมแล้ว มันมีความหมายที่ผมคิดว่าแยกแยะระหว่างนักดนรีที่รับจ้างเล่นเป็นประจำตามสถานบันเทิงหรืองานรื่นเริงต่างๆที่ไม่ได้จำเป็นว่าต้องให้ใครรู้จักหรือติดตามเป็นแฟนเพลง กับนักดนตรีที่ได้พยายามสร้างเอกลักษณ์เพื่อให้ผู้คนได้รู้จักและติดตามผลงานดนตรีของตนเอง
  3. ธุรกิจขนาดเล็ก (Entrepreneurial Operation) - ผมคิดว่านักดนตรีอินดี้นั้นควรจะมองตอนเองเป็นเหมือนเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก หรือค่ายเพลงเล็กๆ และมองตัวเองเป็น "แบรนด์" อันมีเอกลักษณ์ ที่มีพนักงานประกอบไปด้วยตัวนักดนตรีเอง และทีมงานที่คอยช่วยเหลือในการทำงานด้านอื่นๆ เช่น การหางานเล่น การขายสินค้าของตัวเอง การตลาด การทำบัญชี และการทำภาษี เป็นต้น ไม่อย่างนั้นก็จะเปรียบเหมือนการเป็นนักดนตรีรับจ้างที่ไม่ได้มีความแตกต่างออกไปจากผู้อื่น

ตั้งแต่สมัยที่ผมยังเป็นวัยรุ่น ผมใฝ่ฝันเสมอมาว่าอยากจะสร้างผลงานเพลงในแนวทางที่ผมชอบ และอยากให้ผู้คนที่ฟังเพลงของผมนั้นมีความรู้สึกชอบและเข้าใจเนื้อหาและความรู้สึกของเพลงที่ผมแต่งขึ้นมา และก็อยากจะได้เล่นดนตรีเป็นอาชีพที่สร้างรายได้เพียงพอสำหรับความต้องการในชีวิต  แต่พอผมโตขึ้นมา ผมก็ได้เรียนรู้ว่าหนทางสู่ความฝันนั้นมันมีความยากลำบากอยู่มากมาย แต่ก็เต็มไปด้วยศาสตร์และศิลป์ซึ่งทุกคนสามารถเรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้

ผมคิดว่ามีคนอีกไม่น้อยเลยที่มีความฝันแบบเดียวกับผม ผมจึงคิดว่าหากจะทำให้ความฝันของผมและคนหลายๆคนเหล่านั้นเป็นจริงได้นั้น เราต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างสังคมที่จะสนับสนุนความฝันของเราด้วย ผมจึงได้ตัดสินใจลองเริ่มเขียนบล็อกนี้ขึ้นมาโดยหวังว่าจะช่วยนำพาผู้คนมาร่วมอุดมการณ์กับผมได้  ผมไม่ใช่นักดนตรีที่เก่งกาจ หรือนักเขียนที่ดี และยังมีประสบการณ์ไม่มากในวงการดนตรี แต่ก็อยากแบ่งปันความรู้และทัศนคติเกี่ยวกับดนตรีอินดี้ให้คนได้อ่าน และก็หวังว่าทุกๆคนที่ได้อ่านบล็อกนี้จะได้รับความรู้หรือแนวคิดใหม่ๆไปเพื่อทำงานเพลงของตัวเองไม่มากก็น้อยครับ

"ผมใฝ่ฝันว่าจะได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาวงการดนตรีของประเทศไทยให้ดีขึ้นด้วยการช่วยสร้างรากฐานที่แข็งแรงสำหรับอาชีพนักดนตรีอิสระครับ" - ผู้เขียน